มีดอรัญญิก สุดยอดมีด

Posted by dddasd On วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

มีดอรัญญิก สุดยอดมีด


"มีดอรัญญิก" ถือเป็นมีดที่มีคุณภาพสูง ตัวมีดผลิตจากเหล็กที่มีความเนียวทนทาน มีความคมเป็นเลิศ ใช้งานได้ดีเยี่ยม อีกทั้งด้ามถือก็ทำมาจากไม้เนื้อแข็งเช่น ไม้มะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ซึ่งมีลายไม้สวยงามตามธรรมชาติ

"มีดอรัญญิก" ไม่ได้ผลิ
ตโดยชาวบ้านหมู่บ้านอรัญญิก แต่เป็นฝีมือในการผลิตของชาวบ้านหมูบ้านต้นโพธิ์และ หมู่บ้านไผ่หนอง ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอายุธยา เนื่องจากในอดีตชาวบ้านต้นโพธิ์และไผ่หนองได้นำมีดไปจำหน่ายที่หมู่บ้านอรัญญิก ซึ่งเป็นแหล่งค้าใหญ่ในเขตอำเภอท่าเรือ ผู้ซื้อมีดไปใช้จึงเรียกกันติดปากว่า "มีดอรัญญิก"
READ MORE

จัดอันดับ 10 แบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

Posted by dddasd On วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

จัดอันดับ 10 แบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก (ประจำปี พ.ศ. 2554)...

...1. บริษัทโคคา-โคลา ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำดำสัญชาติสหรัฐ ยังคงครองแชมป์แบรนด์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดของโลก มีมูลค่าทางการตลาด 71.861 พันล้านดอลลาร์ จากเมื่อปี 2553
 ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาด 70.452 พันล้านดอลลาร์

2. บริษัทไอบีเอ็ม ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และให้บริการด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ รายใหญ่ของโลก และธุรกิจการให้บริการ มีมูลค่าทางการตลาด 69.905 พันล้านดอลลาร์

3. บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำโลก มีมูลค่าทางการตลาด 59.087 พันล้านดอลลาร์

4. บริษัทกูเกิ้ล บริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ต มีมูลค่าทางการตลาด 55.317 พันล้านดอลลาร์

5. บริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริกส์ (จีอี) ดำเนินธุรกิจครบวงจร มีมูลค่าทางการตลาด 42.808 พันล้านดอลลาร์

6. แมคโดนัลด์ บริษัทเครือข่ายร้านอาหารจานด่วน มีมูลค่าทางการตลาด 35.593 พันล้านดอลาร์

7. บริษัทอินเทล บริษัทด้านอิเล็กทรอนิคส์ชั้นนำ มีมูลค่าทางการตลาด 35.217 พันล้านดอลลาร์

8. บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทด้านการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าทางการตลาด 33.492 พันล้าน

9. ดิสนีย์ บริษัทสื่อบันเทิง มีมูลค่าทางการตลาด 29.018 พันล้านดอลลาร์

10. บริษัทเอชพี บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ มีมูลค่าทางการตลาด 28.479 พันล้านดอลลาร์

ส่วนบริษัทในเอเชียที่อันดับดีที่สุดคือ บริษัทโตโยต้า ค่ายรถยนต์ชั้นนำสัญชาติญี่ปุ่น รั้งอันดับ 11 มีมูลค่าทางการตลาด 27.764 พันล้านดอลลาร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก interbrand.com
READ MORE

ประวัติ step job สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะของโลก

 "หิมะที่ขาวโผนนั้น  ไม่ว่ามันจะดำเปรอะเปื้อนสักเท่าไหร่  แต่พอปัดดินทิ้งไป หิมะย่อมขาวดังหิมะเช่นเดิม" คำพูดนี้เหมาะกับ
Steve Jobs สุดยอด CEO ของศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างยิ่ง  หากเอ่ยถึงชื่อนี้  ในสังคมชาว IT คงไม่มีใครไม่รู้จัก  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ประวัติ  ที่ไปที่มาของชายคนนี้
           Steve Jobs  เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีประวัติน่าสนใจ  รวมไปถึงวิธีการทำงาน  การใช้ชีวิต  และที่สำคัญ  แนวคิดต่างๆของเขาที่ทำให้  คนประทับใจมานักต่อนัก
          ในปี 1995 Steve Jobs ได้เกิดมาจากแม่ที่ยังอยู่ในวัยของความคะนองที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร  แถมยังไม่ได้ต้องการที่จะรับผิดชอบเขาในเวลานั้น  โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าต่อไปเด็กคนนี้จะกลายเป็นตำนานบทหนึ่งของวงการเทคโนโลยี  Steve Jobs  เติบโตมากับพ่อแม่บุญธรรมที่ขายแรงงานเพื่อเลี้ยงดูแลเขา    เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  เขาลาออกจากมหาลัยหลังเข้าเรียนไปได้เพียง  6 เดือน  เพราะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่า  การเรียนมหาลัยจะช่วยอะไรในชีวิตเขาได้ 
          ซึ่งการที่ตัดสินใจครั้งนี้ก็ทำให้เขาลำบากอยู่ไม่น้อย  เขาต้องอาศัยนอนในห้องเพื่อน  และเก็บกระป๋องไปแลกเงินเพื่อซื้ออาหาร  เขารักษาสภาพการเรียนไว้ด้วยการที่เข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจในเวลา 18 เดือน  เขาได้เลือกเรียนวิชา  ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) โดยที่   ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อะไรได้ในอนาคต
          แต่ 10 ปีหลังจากนั้น  เขากับเพื่อนได้คิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์  Mac ได้สำเร็จ  เป็นเครื่องแรกของโลก  และก่อตั้งบริษัท Apple ขึ้น  ในโรงรถ ในวัยเพียง  20 ปี
          แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น  ต่อจากนั้นอีก 10 ปี  Apple กลายเป็นเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีพนักงานมากมาย แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh   ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Steve Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ  หลังจากที่เขาทะเลาะกับผู้บริหารที่เขาจ้างมาด้วยตัวเอง  ชื่อ จอห์น สกัลลีย์ [John Sculley]  และกรรมการบริหารทั้งหมดเลือกที่จะเข้าข้างผู้บริหารที่ชื่อ จอห์น สกัลลีย์!!!
           นับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น  ชีวิตเขาก็เหมือนกับทุกอย่างมันพังทลายลงมา เขาหมดอะไรตายอยากถึง 5 ปี เต็ม  ในระหว่างนั้น Apple ก็ทรุดลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะผ่านผ้บริหารไปหลายคนก็ตาม
แน่นอน! หิมะขาวยังไงย่อมขาวอยู่วันยันค่ำ  เขาตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่ง     เขาเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Next และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์  เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก  ต่อมาบริษัท Apple ก็มาซื้อ  Next ของเขา
Steve Jobs จึงได้กลับไปยังบริษัทเก่าที่เขาได้ก่อตั้งขึ้นมา  เขาได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่คิดค้นขึ้นภายในบริษัท Next เพื่อฟื้นฟูให้กับ Apple ที่ทรุดลงไปให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
          และเมื่อเขามีอายุ 34 ปีแพทย์พบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งในตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้  ในขณะที่เขากำลังจะเตรียมตัวตายอย่างช้าๆ คณะแพทย์ได้ค้นพบวิธีรักษามะเร็งตับอ่อน  ชนิดที่พบได้ยากอย่างเขา ด้วยวิธีผ่าตัด และเขาได้เข้าการรักษาและหายขาดในเวลาต่อมา นั่นเป็นอีกครั้งในชีวิตที่เขาเฉียดเข้าไปใกล้ความตาย
และมีข้อคิดดีดีแก่ผู้อื่นอีกหนึ่งข้อนั่นคือ  "ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางใหม่แก่สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต"
          สตีฟ จ๊อบ ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วๆไป ที่เกิดมาแบบไม่ได้พร้อมไปทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีก็คือ ความใฝ่ฝัน และ ความเชื่อมั่นในตัวเอง    เขามีวิธีในการทำงานร่วมกับคนฉลาดเพื่อทำความฝันของเขาให้เป็นจริง หนึ่งสิ่งที่ต้องทำให้ได้ก็คือ   เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตัวเองก็เกิดมาเพื่อจะประสบความสำเร็จ  แล้วหลังที่เราเชื่อเราก็จะพัฒนาตัวเองตามความเชื่อนั้น  และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จ  นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากชายคนนี้ สตีฟ Steve Jobs


READ MORE


          ฟอร์บส์ จัดอันดับ 400 มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ เผย บิล เกตส์ ยังครองแชมป์ - มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ร่วงไกลจากอันดับ 14 มาอยู่ที่ 36

          เมื่อวันที่ 19 กันยายน นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับ 400 มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2012 (พ.ศ. 2555) ผลปรากฏว่า อันดับ 1 - 5 ยังคงเป็นมหาเศรษฐีหน้าเดิมเหมือนปีที่แล้ว โดยมี บิล เกตส์ ครองแชมป์ผู้ร่ำรวยสุดในสหรัฐฯ เป็นปีที่ 19 ติดต่อกัน
และสำหรับ 10 อันดับรายชื่อมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2012 มีดังนี้

 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 1 ได้แก่ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ทรัพย์สินรวม 66,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,046,000 ล้านบาท) หลังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7,000 ล้านดอลลาร์
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 2 ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าของบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธะแวย์ ทรัพย์สินรวม 46,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,426,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 3 ได้แก่ แลร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ออราเคิล คอร์ป ทรัพย์สินรวม 41,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,271,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 4 - 5 ได้แก่ คือ สองพี่น้อง ชาร์ล และเดวิด โค้ช เจ้าของบริษัท โค้ช อินดัสทรีส์ ทรัพย์สินรวม 31,000 ล้านดอลลาร์เท่ากัน (ประมาณ 930,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 6 - 9 ได้แก่ พี่น้องตระกูลวอลตัน เจ้าของห้างวอลมาร์ท

          - คริสตี วอลตันและครอบครัว ทรัพย์สินรวม 27,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 837,000 ล้านบาท)
          - จิม วอลตัน ทรัพย์สินรวม 26,800 ล้านดอลลาร์ (804,000 ล้านบาท)
          - อลิซ วอลตัน ทรัพย์สินรวม 26,300 ล้านดอลลาร์ (789,000 ล้านบาท)
          - เอส.ร็อบสัน วอลตัน ทรัพย์สินรวม 26,100 ล้านดอลลาร์ (783,000 ล้านบาท)
 

           อันดับ 10 ได้แก่ ไมเคิล บรูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ทรัพย์สินรวม 25,000 ล้านดอลลาร์ (750,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

          ขณะที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เฟซบุ๊ก สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนไม่น้อย หลังจากที่พบว่าเขาร่วงจากอันดับ 14 เมื่อปีที่แล้วมาอยู่ที่ 36 เนื่องจากรายได้รวมลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เหลืออยู่ 9,400 ล้านดอลลาร์ (282,000 ล้านบาท)

          ทั้งนี้ ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า มหาเศรษฐีชาวอเมริกันทั้ง 400 อันดับ มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 1 ใน 8 ของขนาดตัวเลขเศรษฐกิจรวมของสหรัฐฯ
READ MORE



เหล้าลูกหนู คืออะไร ? มี ถิ่นกำเนิดจากจีน เป็นเหล้าองุ่นที่แสนธรรมดานิยมดื่มทั้งในเกาหลีและจีน โดยมีเครื่องผสมสุดพิเศษคือลูกหนู ลูกหนูสดๆ ตามความเชื่อของเกาหลีถือว่ามันเป็น"ยาบำรุงสุขภาพ" วิธีทำก็ง่ายๆ ก็เอาลูกหนูที่ตาปิด ตัวสีแดงชมพู น่ารัก 
ที่ถูกพรากไปจากอ้อมกอดของแม่หนูทั้งหลาย และนำมาใส่เข้าไปในเหล้าองุ่นขาว 1 ขวด (ในขณะมันยังชีวิตอยู่) จำนวนที่ใส่ก็แล้วแต่ยี่ห้อหรือแล้วแต่เจ้า และนำมาหมัก จา
กนั้นก็นำมาดื่มหรือนำมาปรุงก็ตามใจคุณเถิด แหวะๆ

แค่นี้ซอฟๆ มีชวนแหวะมากกว่านี้อีก
ชาบู เสื่อมสุดๆ แหวะๆ =[]=;
อยากดูอาหารแปลกๆอีกก็บอกนะ วันนี้แอดมินขยัน (ป่าวหรอก ทำชดเชยวันที่ผ่านมาที่ไม่ได้โพสกับวันข้างหน้าที่อาจไม่ได้โพส ;[]; ) เดี๋ยวจะนำมาให้อ้อกกัน -__-;
(เทศกาลแปลกๆยังทำไม่จบเบย =w=)


ขอบคุณ postjung.com
READ MORE

เครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

Posted by dddasd On วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

Antonov An-225 Mriya, เป็นเครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตโดยประเทศโซเวียต บินคร้้งแรกเมื่อ 21 ธันวาคม 1988 

เครื่องบินดังกล่าวมี 32 ล้อ มีความกว้างปีก 88 เมตร สามารถบรรทุกนำหนักได้ถึง 250,000 กิโลกรัม ความเร็วสูงสุด 850 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้งยังสามารถบรรทุก สเปซ ชัตเทิล (Space Shuttle) ไว้บนหลังเครื่องบินได้ด้วย

READ MORE

มาฟื้นฟูสมอง เพิ่มความฉลาดทางปัญญากันหน่อย

Posted by dddasd On วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


แม้ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นในแต่ละปี  พลังสมองก็จะค่อยๆเสื่อมลงเป็นธรรมดา
                แต่จริงๆ  แล้วถ้าเราบริหารสมอง  มันก็เป็นการฟื้นฟูประสิทธิภาพของสมองให้คงฟิตเปรี๊ยะอยู่เสมอ
                ถ้ามีการกระตุ้นสมองเป็นประจำ  ในสมองของเรานั้นก็จะเพิ่มการเชื่อมต่อขึ้นอีกนับล้านๆ จุด  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าสมองจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
                ในส่วนของสติปัญญาของคนเรานั้น  สามารถจะพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วย  เพราะความสามารถของสมองก็คือตัวบ่งชี้สติปัญญาของแต่ละบุคคลนั่นเอง
                ทักษะหลักๆ  3  ประการของสมองก็คือความสามารถในการจำ  การเรียนรู้  และการใช้ความคิดสร้างสรรค์
                ถ้าบุคคลใดสามารถมีความจำที่ดี  สามารถเรียนรู้ได้ดีและเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้วย  อย่างนี้ก็ถิอว่าเป็นคนที่มีสติปัญญาชาญฉลาดด้วย  เพราะมันสมองของเขามี
                แต่ที่ว่า “ดี”  ในทักษะหลักๆ  3 ประการนั้น  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความสามารถของสมองเรามีมากน้อยขนาดไหน  มาดูละเอียดทักษะทั้ง  สาม  ประการเถอะ
1. ความสามารถในการจำ
สมองของเรามีวิธีจำอยู่ 2 ระดับ  คือการจำระยะสั่นและระยะยาว
ความจำระยะสั้นคือ  ความจำในเรื่องพื้นฐานประจำวัน  เช่นต้องจำได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันนี้  หรือหมายเลขรหัส ATM ของส่วนตัวความจำระยะยาวคือความจำที่ไม่ไช่แค่ตั้งใจจะท่องจำก็สามารถจำได้  แต่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน  เพราะความจำระยะบาวจะเป็นเรื่องต่างๆ  ที่มีขีดจำกัด
2. ความสามารถในการเรียนรู้
ถ้าคน 2 คนได้เรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน  แต่คนที่มีศักยภาพทางสมองดีกว่า  ก็จะสามารถนำความรู้นั้นไปวิเคราะห์หรือนำไปเป็นข้ออ้างอิงใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้  มิใช่แค่รู้ไว้อย่างเดียวแต่ไม่มีทางจัดการกับความรู้นั้นๆ  ให้เหมาะสมแต่ละโอกาสด้วย
3. ความคิดเชิงริเริ่มสร้างสรรค์
ยังมีคนอีกไม่น้อยที่คิดว่าความคิดความคิดในเชิงสร้างสรรค์    เป็นเรื่องของพรสวรรค์  แต่ความเป้นจริงแล้วสิ่งที่เราสามารถพัฒนาและสรรค์ให้เกิดขึ้นได้  เราพะว่าทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในความคิดอะไรแลกๆ ใหม่ๆ  อยู่แล้ว  แต่ว่าบางคนไม่ได้ดึงมาใช้จึงไม่มีความมันใจในตัวเองว่าจะมีความคิดในเชิงนี้หรือไม่
READ MORE

"อดอาหาร" เสี่ยง! ดวงตาเสีย

Posted by dddasd On วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


วารสารจักษุวิทยา ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาเรื่องการมองเห็นของผู้หญิงที่ควบคุมน้ำหนักจนป่วยเป็นโรคอนอเร็กเซีย (Anorexia nervosa ) กับผู้หญิงปกติในประเทศอังกฤษ โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรับรู้รายละเอียดของภาพ สี และแสง ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพด้านการมองเห็นมีความคล้ายคลึงกัน แต่ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคอนอเร็กเซียซึ่งชอบอดอาหารจะมีจุดรับภาพที่จอประสาทตา (Macula) บางกว่าผู้หญิงทั่วไปและเส้นประสาทซึ่งทำหน้าที่รับสัญญาณภาพจากตาส่งไปยังสมองยังทำงานได้น้อยกว่าปกติ
นอกจากนี้ผลวิจัยจากสถาบันจักษุวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกายังระบุว่า ผู้ที่อดอาหารมักขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อดวงตา คือ สังกะสี วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัย
นักวิจัยสถาบันแห่งหนึ่งแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการจะควบคุมอาหารอย่างจริงจังอาจปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการกินเพื่อลดน้ำหนัก แต่ยังคงได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน กินพอดี ออกกำลังกายพอเหมาะ คือวิธีควบคุมน้ำหนักแบบไม่ทำร้ายดวงตา
ขอบคุณ women.sanook
READ MORE

ทายนิสัย วิธี ควงสาว ของหนุ่มๆ

Posted by dddasd On วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


ทายนิสัย วิธี ควงสาว ของหนุ่มๆ
ลองมาดูกันสักหน่อย ว่าแต่ละตำแหน่งที่มือของเขาวางอยู่ บอกอะไรกับคุณ
1.หนุ่มๆที่ควงโดยชอบเอามือโอบไหล่สาว    
แสดงว่าเขาเปนคนที่จริงจังกับความรัก มีความจริงใจ ไม่เสแสร้ง โดยรวมแล้วเขาไม่ค่อยโรแมนติก แต่จะเปนคนสนุกสนาน มีอารมณ์ขัน ซึ่งชายหนุ่ม
2.หนุ่มที่ชอบเดินเกี่ยวก้อย
แสดงว่าหนุ่มคนนี้มีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา และมักและมักจะเปนมิตรได้กับทุกคน
3.หนุ่มที่ชอบคล้องแขนไว้ที่คอสาวๆ    
แสดงว่าเขาเปนคนจริงจังกับความรักมาก แถมยังเปนคนขี้หึงคุณสาวๆห้ามส่งยิ้มให้หน่มอื่นๆไม่งั้นเขาจะอาระวาดได้
4.หนุ่มๆที่เดินจับมือสาว    
แสดงว่าหนุ่มคนนี้มีความคร่องแคร่วปราดเปรียว และยังมีความรับผิดชอบถ้าได้เปนนักธุรกิจจะประสบความสำเร็จแต่สาวต้องคอยตบแมงโม้อยุ่บ่อยๆ ซึ่งเขาจะเปนคนขี้อวดไปหน่อย
 
5.หนุ่มที่ชอบเอามือสอดประสานกะสาวๆ 
แสดงว่าหนุ่มคนนี้มีความน่ารักอยุ่ในตัว มีอารมณ์ศิลป์ ชอบรักสวยรักงาม
6.หนุ่มที่ชอบโอบเอวของสาวๆ   
แสดงว่าเขาเปนคนหนักแน่นรักเดียวใจเดียว เวลาทำอะไรก้คิดล่วงหน้า ต้องมีการวางแผ น เปนคนเจ้าระเบียบ แต่เขาก้เปนคนจัยกว้างและมีความมั่นใจ
READ MORE

กาแฟ ลดนํ้าหนักได้ จริงหรือ?...

...การโฆษณากาแฟลดน้ำหนักกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการดื่มกาแฟแล้วจะทำให้รูปร่างผอมเพรียวลม แต่คุณทราบหรือไม่ว่า อันที่จริงแล้วการดื่มกาแฟลดน้ำหนัก ก็มีข้อเสียเหมือนกัน 

การโฆษณากาแฟลดน้ำหนักส่วนใหญ่ จะโฆษณาด้วยการขายตรงแบบปากต่อปาก หรือการโฆษณาแอบแฝงตามสื่อมวลชนที่ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ใช้กิจกรรมหรือท่าทางการสื่อสารให้เข้าใจว่า กาแฟ นั้นช่วยลดน้ำหนักได้ ด
้วยสรรพคุณที่อ้างว่าช่วยลดน้ำหนักได้ จึงเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวและวัยทำงาน

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ กาแฟ เป็นจำนวนมากมักอ้างว่าได้เพิ่มเติมสารอาหารบางอย่างที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ เช่น ไฟเบอร์ (ช่วยเพิ่มกากอาหารในอุจจาระ) คอลลาเจน (พบได้ในเนื้อสัตว์ และจะถูกย่อยเป็นโปรตีนขนาดเล็กก่อนถูกดูดซึมเหมือนโปรตีนทั่วไป) รวมทั้งแอล-คาร์นิทีนและโครเมียม เป็นต้น

ทางการแพทย์มีการยืนยันว่า สรรพคุณต่างๆของสารอาหารที่ผู้ผลิตได้เติมลงไปในกาแฟและอ้างนั้น ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ถึงแม้ว่ากาแฟจะมีส่วนช่วยในการเผาผลาญของร่างกาย แต่หากดื่มในปริมาณมาก โดยหวังว่าจะให้ร่างกายผอมเพรียวลม และหุ่นดีนั้นอาจเกิดอันตรายกับร่างกายได้ เพราะคาเฟอีนจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานมากจนเกินไป อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ นอกจากนี้อาจทำให้อ้วนขึ้นได้เช่นกัน เพราะในผลิตภัณฑ์กาแฟนั้น จะมีครีมเทียมและน้ำตาลผสมอยู่จึงทำให้ได้รับพลังงานหลายกิโลแคลอรี แล้วจะผอมได้อย่างไร?

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อโฆษณาในเลือกผลิตภัณฑ์กาแฟ ต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วน ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ผู้บริโภคควบคุมน้ำหนักโดยการหมั่นออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้แจ่มใส

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
READ MORE

นอนอย่างไรให้เต็มอิ่ม...

Posted by dddasd On วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


นอนอย่างไรให้เต็มอิ่ม...


... 1. เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ อย่างน้อย 4 ชม. ก่อนนอน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับกาเฟอีนซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับ

2. ชุดใส่นอน ควรเลือกชุดที่ใส่แล้วรู้สึกสบาย ระบายอากาศได้ดี ไม่อึดอัด ไม่หนาเกินไป เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากซาติน ที่ใส่แล้วรู้สึกเนียนนุ่ม ลื่น ไม่ระคายเคืองผิวนอกจากนี้ก็ควรเลือกใส่ให้เข้ากับอากาศด้วยเช่นกัน

3. เครื่องนอนก็สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นที่นอน หมอน ผ้าห่ม ถ้าเรานอนที่นอนไม่มีคุณภาพหรือที่เสื่อมคุณภาพเป็นแอ่งกระทะแล้วอาจทำให้ปวดหลัง นอนไม่สบายได้ ต้องคอยหามุมหรือข้างที่ไม่เป็นหลุม ดังนั้น ควรซื้อที่นอนใหม่หรือพลิกกลับด้านจะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ส่วนหมอนก็เลือกที่นอนแล้วนุ่มสบาย ไม่ปวดไหล่ ต้น คอ นอนแล้วมีระดับพอดีไม่ต่ำหรือไม่สูงเกินไป ผ้าห่มก็เลือกให้เข้ากับสภาพอากาศในห้อง

4. ใครหลายคนชอบมีพฤติกรรมเปิดโทรทัศน์ก่อนนอน แล้วทำให้นอนหลับคาโทรทัศน์ หรือเปิดโทรทัศน์เป็นเพื่อนเมื่อรู้ว่าจะนอนแล้วก็ตั้งเวลาให้ปิดเอง ซึ่งการทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง นอกจากทำให้เปลืองค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุแล้ว ยังส่งผลให้พักผ่อนไม่เต็มที่ เพราะเสียง แสง สี จากทีวี อาจส่งผลกระทบต่อการนอนได้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลานอนก็ควรปิดทีวี ดีกว่าเพื่อให้หลับอย่างสบายไม่มีสิ่งรบกวน

5. สำหรับผู้ที่ชอบนอนเปิดไฟ แนะนำว่าให้เปิดไฟที่มีแสงนวลตา อย่างแสงสีเหลืองส้ม เพราะทำให้ประสาทตาทำงานน้อยลง ถ้าเป็นไปได้ควรนอนปิดไฟจะนอนหลับได้สนิทมากกว่า ถ้าอยากให้ผ่อนคลายอาจเปิดเพลงช้าๆเบาๆ ฟังแล้วสบายๆก็ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์M2F 
READ MORE

น้ำตกอีกวาซู เป็นคำมาจากภาษากวารานี (Guarani) ของชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม แปลว่า "สายน้ำอันยิ่งใหญ่" ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศอาร์เจนตินา 

น้ำตกอีกวาซูเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้และขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก โดยใหญ่กว่าน้ำตกไนแอการาประมาณ 30 เท่า อย่างไรก็ตามขนาดของน้ำตกใกล้เคียงกับน้ำตกวิกตอเรียในทวีปแอฟริกา

น้ำตกอีกวาซูเกิดจากแม่น้ำอีกวาซูซึ่งไหลมาจากที่ราบสูงปารานา ตกจากขอบที่ราบสูงขนาดใหญ่ลงสู่พื้นที่ราบต่ำกว่า จึงกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูงกว่า 269 ฟุต ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง

ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมปริมาณน้ำมีมากถึงกว่า 13.6 ล้านลิตรต่อวินาที แต่ในช่วงฤดูร้อน คือระหว่างเมษายนถึงเดือนตุลาคม ปริมาณน้ำจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านลิตรต่อวินาที

บริเวณรอบ ๆ น้ำตกจะเกิดละอองน้ำอยู่ตลอดเวลาและมีเสียงดังไปไกลกว่า 24 กิโลเมตร บนฝั่งประเทศบราซิลจะมองเห็นน้ำตกได้ทั่วถึงและงดงาม แต่ทางฝั่งประเทศอาร์เจนตินาสามารถเข้าชมน้ำตกได้ใกล้กว่า

Credit : th.wikipedia.org
Admin : Popiiyozee เรียบเรียง
READ MORE

ไอศครีม แพงที่สุดในโลก

Posted by dddasd On วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น



ไอศครีม แพงที่สุดในโลก
Grand Opulence เป็นชื่อ ไอศครีมซันเด ( Sundae ) แพงที่สุดในโลก ที่ขายในภัตตาคาร Serendipity restaurant ที่มหานครนิวยอร์ค ( New York ) ในราคาถ้วยละ 35,000 บาท ( 1,000 เหรียญยูเอส )

ไอศครีม Grand Opulence ประกอบไปด้
วย

ไอศครีมวนิลา คุณภาพเยี่ยมที่สุดจากหมู่เกาะตาฮิติ 5 ก้อน
ราดด้วยวนิลาจาก มาดากัสการ์

ตกแต่งหน้าด้วยแผ่นทองคำเปลวร 23K รูปใบไม้

โรยด้วยช็อกโกแลค ที่แพงที่สุดในโลก ยี่ห้อ Amedei Porcelana ผสมกับสุดยอดช็อกโกแลคยี่ห้อ Chuao chocolate

โรยด้วยลูกกวาดรสผลไม้ชื่อก้องจากปารีส หุ้มด้วยทองคำเปลว

เห็ดทรัฟเฟิล ( Truffle ) เป็นเห็ดที่หายากและแพงมาก

ลูกเชอร์รี่ Marzipan

ไข่ปลาคาร์เวียร์รสหวาน และกลิ่นหอมเหมือน ส้ม กับ Armagnac สีออกเหลืองทอง ยี่ห้อ "salt-free American Golden caviar"

เสริฟในถ้วยแก้วคริสตัน พร้อมกับช้อนทอง 18K 





แบบนี้คุณอยากจะกินไหมละครับ

เรียบเรียงโดย แอดมิน(คนเดินดิน)
READ MORE

ทำไมงานแต่งงานต้องมีเค้ก ?

...ย้อนไปสมัยกรีกและโรมันโบราณ ซึ่งสมัยนั้นเค้กจะทำจากแป้งข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เล่ย์และขนมปัง แล้วนำเค้กมาต่อกันให้สูงที่สุด จากนั้นคู่บ่าวสาวต้องจูบกันเหนือยอดเค้กตามธรรมเนียมในสมัยนั้น หากเค้กไม่ล้มคว่ำลงมาจะถือว่าคู่บ่าวสาวจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนเป็นสุข เค้กแต่งงานจึงได้สืบทอดและใช้กันอย่างแพร่หลายในพิธีแต่งงานมาถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก most.go.th

READ MORE


ประวัติย่าโม ท้าวสุรนารี

ท้าวสุรนารี มีนามเดิมว่า "โม" (แปลว่า ใหญ่มาก)หรือ ท้าวมะโหโรง เป็นชาวเมืองนครราชสีมาโดยกำเนิด เกิดเมื่อปีระกาพ.ศ. 2314สมัยกรุงเทพมีนิวาสถานอยู่ ณ บ้านตรงกันข้ามกับวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ทางทิศใต้ของเมืองนครราชสีมา เป็นธิดาของนายกิ่มและนางบุญมา มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ แป้นาผล ไม่มีสามี จึงอยู่ด้วยกันจนวายชนม์ มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อ จุก(ภายหลังได้เป็น เจ้าเมืองพนมซร๊อก ต่อมามีการอพยพชาวเมืองพนมซร๊อก มาอยู่ ริมคูเมืองนครราชสีมาด้านใต้ จึงเอาชื่อเมือง พนมซร๊อก มาตั้งชื่อ บ้านพนมศรก ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น บ้านสก อยู่หลังสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระจนทุกวันนี้)

เมื่อปีพ.ศ. 2339 โม เมื่ออายุได้ 35 ปี ได้แต่งงานสมรสกับนายทองคำขาว พนักงานกรมการเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมา นายทองคำขาว ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระภักดีสุริยเดช" ตำแหน่งรองปลัดเมืองนครราชสีมา นางโม จึงได้เป็น คุณนายโม และต่อมา "พระภักดีสุริยเดช" ได้เลื่อนเป็น "พระยาสุริยเดช" ตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา คุณนายโมจึงได้เป็น คุณหญิงโม ชาวเมืองนครราชสีมาเรียกท่านทั้งสองเป็นสามัญว่า "คุณหญิงโม" และ "พระยาปลัดทองคำ" ท่านเป็นหมันไม่มีทายาทสืบสายโลหิต ชาวเมืองนครราชสีมาทั้งหลายจึงพากันเรียกแทนตัวคุณหญิงโมว่า แม่ มีผู้มาฝากตัวเป็นลูก-หลานกับคุณหญิงโมอยู่มาก ซึ่งเป็นกำลัง และอำนาจส่งเสริมคุณหญิงโมให้ทำการ ใดๆ ได้สำเร็จเสมอ หนึ่งในลูกหลานคนสำคัญ ที่มีส่วนร่วมกับคุณหญิงโม เข้ากอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ คือ นางสาวบุญเหลือ  ท้าวสุรนารี เป็นคนมีสติปัญญา หลักแหลม เล่นหมากรุกเก่ง มีความชำนาญในการขี่ช้าง ขี่ม้า มีม้าตัวโปรดสีดำ และมักจะพาลูกหลาน ไปทำบุญที่วัดสระแก้ว เป็น ประจำเสมอ ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2395(เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก จศ. 1214) สิริรวมอายุได้ 133 ปี
ท่านได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ 

โดยสามารถรวบรวมชาวบ้านเข้าสู้รบและต่อต้านกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ไม่ให้รุกล้ำเข้ามาตีกรุงเทพฯเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 แห่งราชวงศ์จักรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาคุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี ท้าวสุรนารีเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราชทุกคน ผู้คนจากทั่วทุกถิ่นมักแวะเวียนกันมากราบนมัสการไม่ขาดสาย ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพื่อกราบไหว้ขอพร เสมือนที่พึ่งทางใจของ ชุมชน ชาวเมืองนครราชสีมา
READ MORE

เผย! 10 โรคเสี่ยงของคนไทย

Posted by dddasd On วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

เผย! 10 โรคเสี่ยงของคนไทย

10 โรคร้ายที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต รวมทั้ง 10 โรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย เป็นภัยเงียบที่แฝงมากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ แม้เราจะรู้จักโรคเหล่านี้มาบ้าง แต่มาอัพเดทข้อมูลกันดีกว่าค่ะ เพื่อจะได้รู้เท่าทันและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพไปดูกัน
   มะเร็งครองแชมป์มัจจุราช      โรคมะเร็งหากเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะรายที่พบในระยะลุกลาม ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปี มีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 50,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 70,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 6 อันดับแรกในปี 2547 ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งในช่องปาก โดยมะเร็งที่ผู้ชายเป็นกันมากอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบในผู้หญิงตามลำดับคือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ

   แอลกอฮอล์ชนวนโรคกายและโรคใจ      อย่างที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์ เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายมากมาย เช่นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ ตับอ่อนอักเสบ โรคกระเพาะและกระเพาะรั่ว ภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักเป็นเรื้อรังและทำให้ผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ทั้งยังก่อเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ)

    ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ      แม้แต่โรคทางจิตก็มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน ต้นเหตุการป่วยทางจิต 1 ใน 3 มาจากการติดเหล้า และพบว่าในกลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 90% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือใช้แอลกอฮอล์ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยผู้ป่วยทางจิตจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าผู้ป่วยทางกายประมาณ 3 เท่าตัว โดยเฉพาะคนติดเหล้ามากๆ จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และคลุ้มคลั่ง

   วัณโรค ภัยในอากาศที่กำลังกลับมา      ปอดอักเสบ วัณโรค โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน แต่ที่กำลังต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือวัณโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า มายโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสิส (Mycobacterium tuberculosis) ตอนนี้กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดในปี 2549 ระบุว่าพบประชากรโลก 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,000 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค และมีผู้ป่วย 15 ล้านคน สำหรับคนไทยคาดว่าราว 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรคในตัว พร้อมกำเริบหากสุขภาพทรุดโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด หรือติดเชื้อเอดส์ ผู้ติดเชื้อวัณโรคเหล่านี้อาจป่วยได้ถึงปีละ 1 แสนคน 

     ประเทศไทยมีปัญหาวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกและถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 6 รองจากมะเร็ง โรคหัวใจ อุบัติเหตุ เอดส์ ไข้เลือดออก ในปี 2549 ตรวจพบผู้ป่วยวัณโรค 58,639 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากการไอจามติดต่อสู่คนรอบข้างได้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-44 ปี

      โรคร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้น มีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังที่คนไทยประสบ โรคเรื้อรังเป็นโรคที่รัฐบาลเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกมากมาย อย่างความดันสูง การรักษาก็ต้องกินยาตลอด โรคเบาหวาน บางคนไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่เคยสังเกต ไม่ตรวจโรคเลย แล้วเมื่อมีอาการเรื้อรัง ก็จะทำให้ไตอักเสบ หรือเกิดอาการไตวายได้

READ MORE


คุณ รู้ไหม? ทำอะไร 2 อย่างพร้อมกัน ทำสมองตอบสนองช้าลง

ในยุคที่ชีวิตประจำวันของคนเราเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสารพัดที่พกติดตัวไปได้ทุกที่ทุกเวลา การทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ดูจะเป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้ทั่วไป และหลายคนก็คิดว่าการทำอะไรหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กันนี้ เป็นการใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด แต่หากได้ลองมาดูข้อมูลน่าสนใจที่เรานำมาฝากกันวันนี้แล้ว เห็นทีว่าต้องปรับความคิดเสียใหม่ เพราะจริง ๆ แล้ว การทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันนั้น เป็นการลดประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมทุกอย่างอย่างไม่รู้ตัว (หรืออาจรู้ตัวแต่ไม่สนใจก็ได้)

          ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เมื่อเราทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันนี้ จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ออนไลน์คอลเลจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สกัดจากงานวิจัยหลายชิ้นว่าด้วยเรื่องการทำงานของสมองขณะมนุษย์ทำอะไรมากกว่า 1 อย่างไปพร้อม ๆ กัน โดยระบุว่า มีคนเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่จะมีความสามารถทำกิจกรรม 2 อย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอีก 98 เปอร์เซ็นต์นั้น ประสิทธิภาพในการทำทุกอย่างจะลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ และไอคิวก็จะลดลงอีก 10 แต้มด้วย ส่งผลให้สมองคนเราตอบสนองอะไรได้ช้าลง ทำอะไรได้ช้าลง

          รายงานระบุว่า ปัจจุบัน 89 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนวัยทำงานชาวอเมริกันที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ใช้โทรศัพท์ของตัวเองขณะทำงานไปด้วย และโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้คนกลุ่มนี้ จะถูกรบกวนสมาธิในการทำงานทุก ๆ 10.5 นาที จากการให้ความสนใจกับโทรศัพท์ของพวกเขาเอง 

          ทีนี้มาดูการใช้เทคโนโลยีในการเรียนของวัยนักศึกษากันบ้าง งานวิจัยได้เปิดเผยว่า ในกรณีที่นักศึกษานำคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปไปใช้ระหว่างการเรียน พวกเขาจะเปิดเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนถึง 62 เปอร์เซ็นต์ของเว็บไซต์ที่พวกเขาเปิดทั้งหมด และถ้าหากจะคิดจากการเรียนใน 1 วิชาแล้ว นักศึกษาจะเปิดหน้าเว็บเพจเฉลี่ยถึง 65 หน้าเลยทีเดียว 

          สำหรับกิจกรรมเบา ๆ ที่ทำในช่วงเวลาพักผ่อนก็เช่นกัน งานวิจัยพบว่า ชาวอเมริกันจำนวนมาก มักจะทำกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งควบคู่ไปกับการดูโทรทัศน์ โดยชาวอเมริกัน 42 เปอร์เซ็นต์ ท่องเว็บไซต์ไปด้วย, 29 เปอร์เซ็นต์ คุยโทรศัพท์ไปด้วย, และ 26 เปอร์เซ็นต์ คุยแชทในโทรศัพท์ไปด้วย ขณะที่พวกเขากำลังดูโทรทัศน์ 

          และในยุคที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ขาดไม่ได้ในทุกวันนี้ พบว่าชาวอเมริกันกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ เล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ขณะที่พวกเขากำลังเดินเที่ยวกับคู่รัก, 45 เปอร์เซ็นต์ เล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือในโรงหนัง, และ 33 เปอร์เซ็นต์ หยิบมือถือขึ้นมาท่องอินเทอร์เน็ต ขณะกำลังอยู่ในโบสถ์เลยทีเดียว

          จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีมีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก และทำให้คนเราทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ที่มักจะถูกหยิบขึ้นมาเล่นระหว่างทำอย่างอื่นไปด้วยเสมอ ซึ่งนั่นอาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้พร้อม ๆ กัน แต่จากงานวิจัย ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะใช้ในเรื่องของการเล่นอินเทอร์เน็ต หรือพูดคุย ทำให้ไอคิวของคนเราลดลงกว่า 10 แต้ม เทียบเท่ากับไอคิวหลังอดหลับอดนอนเลยทีเดียวเชียว และกรณีที่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถไปด้วยก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ว่าคุณจะใช้บลูทูธ หรือสมอลทอล์ค สมาธิในการขับรถของคุณก็จะลดลง ความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนก็ช้าลงเช่นกัน

ขอบคุณข้อมุล Kapook
READ MORE