ประวัติ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์

Posted by dddasd On วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


หลายคนยังไม่เคยรู้จักท่านผู้นี้ แต่ฝีมือการประพันธ์กวีของท่านไม่เป็นรองสุนทรภู่เลยทีเดียว
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นกวีเอกคนหนึ่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีนามเดิมว่า หน เกิดเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด น่าจะอยู่ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และถึงแก่อสัญกรรม ในสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2348 

ผลงานด้านวรรณคดีที่ท่านได้แต่งไว้หลายเรื่องด้วยกัน

ประวัติ

เจ้าพระยาพระคลังท่านนี้ เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦๅชัย (บุญมี) กับท่านผู้หญิงเจริญ มีบุตรธิดาหลายคน ที่มีชื่อเสียงคือ เจ้าจอมพุ่ม ในรัชกาลที่ 2, เจ้าจอมมารดานิ่ม พระมารดาสมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร (มั่ง) ในรัชกาลที่ 2, นายเกต และนายพัด ซึ่งเป็นกวีและครูพิณพาทย์

เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นต้นสกุล บุญ-หลง

รับราชการ

มีหลักฐานระบุได้ว่าท่านได้รับราชการมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต ตำแหน่งนายด่านเมืองอุทัยธานี ครั้นเมื่อถึงปลายรัชกาล ที่เหตุระส่ำระสายเกิดจลาจลในพระนคร 

ท่านได้ลอบส่งคนนำหนังสือแจ้งเหตุภายในพระนครไปถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ภายหลังคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ซึ่งกำลังยกกองทัพไปตีเขมร

หลวงสรวิชิต (ในเวลานั้น) ออกไปรับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกถึงทุ่งแสนแสบ แล้วบอกข้อราชการต่างๆ จากนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เข้ามาปราบเหตุจลาจลในพระนคร แล้วทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

เมื่อเหตุการณ์ในพระนครสงบเรียบร้อย พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระยาพิพัฒโกษา และในที่สุดเมื่อตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังว่างลง 

ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาพระคลัง เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า มีหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชากิจการทางหัวเมืองชายทะเลทั้งหมด

เจ้าพระยาพระคลังท่านนี้นอกจากมีความสามารถในเชิงบริหารกิจการบ้านเมือง และเป็นนักรบแล้ว 

ยังมีความสามารถในเชิงอักษรศาสตร์เป็นที่ยกย่องว่าเป็นกวีฝีปากเอก มีสำนวนโวหารไพเราะ ทั้งร้อยกรองหลากหลายชนิด และสำนวนร้อยแก้วที่มีสำนวนโวหารไพเราะไม่แพ้กัน

ผลงาน

แต่งในสมัยกรุงธนบุรี
ลิลิตเพชรมงกุฎ
อิเหนาคำฉันท์

แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

สามก๊ก (เป็นผู้อำนวยการแปล)
ราชาธิราช (เป็นผู้อำนวยการแปล)
กากีกลอนสุภาพ
ร่ายยาวมหาชาติ กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี

ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง
โคลงสุภาษิต

กลอนและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาที่วัดราชคฤห์
ลิลิตศรีวิชัยชาดก
สมบัติอมรินทร์คำกลอน


นอกจากสุนทรภู่แล้ว กรุงรัตนโกสินทร์ยังมีกวีเอกที่สำคัญ อย่างท่านเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังไว้มากมาย
READ MORE

ประวัติ ขงจื่อ(孔子)กับสำนักปรัชญาขงจื่อ

Posted by dddasd On วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

เมื่อกล่าวถึงประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน ก็ต้องเอ่ยถึงชื่อของขงจื้อ เมื่อทศวรรษ1970 มีนักวิชาการชาวอเมริกันผู้หนึ่งได้จัดให้ขงจื้อเป็น อันดับที่5ใน100คนที่มีอิทธิพลสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่กล่าวสำหรับคนจีนแล้ว อิทธิพลของขงจื้อน่าจะอยู่อันดับแรกมาก กว่า กล่าวได้ว่าคนจีนทุกคนต่างได้รับอิทธิพลจากสำนักปรัชญาขงจื้อ ไม่มากก็น้อย
ขงจื้อ  (ก่อนค.ศ. 551-479) มีชื่อตัวว่า ชิว  เป็นคนรัฐหลู่ (คำว่าจื้อ ” เป็นคำยกย่องผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นอาจารย์”) เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในปลายสมัยชุนชิวและเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญาหยูเจียหรือสำนักปรัชญาขงจื้อนั่นเอง  ได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์แห่งจริยธรรมผู้ยิ่งใหญ่    
 ขงจื้อเกิดที่รัฐหลู่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณสมัยราชวงศ์โจวได้สมบูรณ์ที่สุด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งจารีตและ ดนตรีมาแต่โบราณกาล การก่อรูปแนวคิดขงจื้อขึ้นอาจได้รับ อิทธิพลจากขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและบรรยากาศทางการศึกษา ของรัฐหลู่
  ขงจื่อสูญเสียบิดาตั้งแต่อายุ3ขวบ มารดาเป็นหญิงผู้ซื่อ สัตย์สุจริตเลี้ยงดูขงจื้อมาด้วยความเข้มงวดกวดขัน เพื่อให้ลูกได้เป็น ผู้มีความรู้และมีคุณธรรม  
ขงจื้อมีความรักและสนใจในการศึกษาหาความรู้ตลอดจนศึกษาพิธีกรรม การเซ่นสรวงต่างๆที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล
 ขงจื้อตั้งตนเป็นอาจารย์เมื่ออายุ30และเริ่มถ่ายทอดความรู้แก่ ลูกศิษย์อย่างไม่ท้อถอย การถ่ายทอดความรู้ของขงจื้อได้พลิกโฉม การศึกษาในสมัยนั้นโดยทำลายธรรมเนียมการเรียนการสอนที่จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในราชสำนัก ทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการศึกษา และวัฒนธรรมมากขึ้น    ขงจื้อมีวิธีของตนในการรับศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนในชนชั้นใด แค่มอบสิ่งของเล็กน้อยเป็นค่าเล่าเรียนแม้เนื้อตากแห้งเพียง ชิ้นเดียวก็รับไว้เป็นลูกศิษย์ เล่ากันว่า ท่านมีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน ที่ยกย่องกันว่า มีความรู้ปราดเปรื่องและมีคุณธรรมสูงส่งมี70คน  จากสานุศิษย์70คนนี้ คนรุ่นหลังจึงได้ทราบถึงแนวคิดต่างๆของขงจื้อ เนื่องจากลูกศิษย์ขงจื้อ ได้บันทึกคำสอนของอาจารย์ตนไว้ในรูปของ คำสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์โดยขึ้นต้นว่าอาจารย์กล่าวว่า...” ภายหลังลูกศิษย์ได้นำคำสอนของขงจื้อมาประมวลแล้วเรียบเรียงขี้น เป็นหนังสือชื่อว่าหลุนอวี่” บั้นปลายชีวิต ขงจื้อก็ได้รวบรวม บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆมีชื่อว่าชุนชิวขงจื้อยัง เป็นบรรณาธิการหนังสือสำคัญๆทางวรรณคดีจีนซึ่งเป็นที่ยกย่องกันภาย หลัง ได้แก่ซูจิง”(ตำราประวัติศาสตร์)ซือจิง”(ตำราว่าด้วยลำนำกวี) เป็นผู้ตรวจแก้อี้ว์จิง”(ตำราว่าด้วยการดนตรี-แต่สาบสูญไปในภาย หลัง)และหลี่จี้”(ตำราว่าด้วยจารีตประเพณี) หนังสือทั้ง5เล่มนี้เรียก รวมกันใน ภาษาจีนว่าอู่จิง”(คัมภีร์ทั้งห้า)
ขงจื้อเน้นหนักในการบ่มเพาะเรื่องเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี คำสอนของท่านเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามอย่าง ยิ่ง ความคิดของขงจื้อได้กลายเป็นแกนหลักสำคัญในวัฒนธรรมจีน และมีอิทธิพลสำคัญต่อความคิดของชนชาติจีน คุณธรรมอันดับแรก   ที่ขงจื้อสอนสั่งคือเหรินหรือเมตตาธรรม เมื่อลูกศิษย์แต่ละคนของ ท่านขงจื่อเรียนถามท่านอาจารย์ว่า "อะไรเรียกว่า
เหริน ?" ท่านก็จะตอบโดยพิจารณาตามบุคลิกอุปนิสัยใจคอของลูกศิษย์คนนั้น ๆ ดังนั้นเมื่อเห็นคำอธิบายกับลูกศิษย์แต่ละคนแล้วก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ต้องเอาคำอธิบายทั้งหลายมารวมความกันจึงเป็นความหมายอัน สมบูรณ์แบบของ "เหริน"
 พอถึงวัยชรา ขงจื้อใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการจัดการประวัติศาสตร์ และดำเนินการด้านการศึกษาต่อไป ขงจื้อก็ถึงแก่กรรมปี479ก่อนคริสต์ศักราช ร่างถูกฝังไว้ที่ซื่อสุ่ยทางเหนือของรัฐหลู่(ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง) เป็นการสิ้นสุดชีวิตขงจื่อ แต่ปรัชญา แม้จะผ่านไปหลายพันปีขงจื่อยังคงอยู่ตราบถึงปัจจุบัน
READ MORE

เอ็ดเวิร์ด ทีช หรือ แบล็กเบียร์ด (1680-1718) ไอ้เคราดำ 

โจรสลัดสัญชาติอังกฤษ เป็นโจรสลัดที่มีชื่อเสีย(ง)และโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ในช่วงปี 1702-1713 (สมัยศตวรรษที่ 18) ในสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสและสเปน เขามีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือน
ใครเพราะเขาทักหนวดจนเหมือนงูเลื้อยอยู่บนหน้า, สับคนขาด 2 ท่อนด้วยดาบเดียว, พกปืน 6 กระบอกข้างลำตัวแต่ละข้างตลอดเวลา,

มีภรรยา 14 คน เขามีประวัติการปล้นสะดมและฆาตกรรมหลายคดีจนเป็นที่หมายหัวจากสามประเทศโจรสลัดตัวแสบที่ชื่อดังกระฉ่อนโลกที่สุด อาณาจักรของเขาคือแนวชายฝั่งทะเลตะวันออกของ อเมริกา เอ็ดเวิร์ด ทีชบ้าบิ่นขนาดกล้าประกาศเป็นศัตรูกับฝ่ายรัฐและไม่เกรงกลัวการทำสงคราม เขาคือจอม วายร้าย เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและไม่เคยยอมแพ้ใคร เขาคือ ตำนานโจรสลัดแห่งแคริบเบี้ยน

เอ็ดเวิร์ด ทีช โจรสลัดเคราดำคนนี้ เชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของตัวละครอย่างกัปตันฮุกในเรื่องปีเตอร์แพน เป็นเจ้าของภาพลักษณ์ที่ได้รับความนิยมไม่ต่างจากอดีต ภาพลักษณ์ของเขาถูกเอามาใช้ในภาพยนตร์เรื่อง ไพเรตส์ออฟเดอะแคริบเบี้ยน ที่นำแสดงโดย จอห์นนี เด็ปป

ไม่มีใครทราบความเป็นมาของเอ็ดเวิร์ด ทีช หรือทาช หรือแทตช์ ในหนังสือ ประวัติการปล้นสะดมและฆาตกรรมของโจรสลัดชื่อดังแห่งยุคอันเป็นที่มาของตำนานเคราดำซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1724 บอกว่าเขามาจากบริสทอล เชื่อกันว่าทีชหันมาเป็น

โจรสลัดหลังจากเดินทางไปกับเรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ปล้นเรือต่างชาติในสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสและสเปนในช่วงปี 1702-1713 เพราะการปล้นเรือลำหนึ่งอาจได้เงินถึง 20,000 ปอนด์ และส่วนแบ่งของสมุนโจรคนหนึ่งอาจมากกว่าเงินที่กะลาสีผู้ซื่อสัตย์หาได้ตลอดชีวิตเลยทีเดียว



ไอ้เคราดำพบจุดจบของเขาที่ทิศเหนือ ชายฝั่งรัฐนอร์ทแคโรไลน (Carolina) โดยลูกน้องคนสนิท ชื่ออิสราเอล แฮนส์ หักหลังไอ้เคราดำ โดยไปบอกข้าหลวงอังกฤษที่ Virginia รู้ จากนั้นเรือนาวิกโยธินอังกฤษที่นำโดย Robert Maynard ก็ต้อนเรือของไอ้เคราดำจนมุม และเปิดศึกทั้งสองฝ่ายลูกเรือทั้งเจ้าเคราดำยังยืนยัดสู้ท่ามกลางทหารฝ่ายศัตรูที่ล้อมหน้าล้อมหลังเขาไว้

ครั้งแรกเขาถูกยิงลูกระเบิดยิงบนดาดฟ้าเรือ จนบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังดวลดาบกับทหารและ Maynard จนโดนดาบศัตรูฟันทั้งด้านหน้าและหลัง

เมื่อการต่อสู้จบลง ไอ้เคราดำตาย จากการตรวจสอบพบว่าเขาโดนยิงกว่า 25 นัด และมีบาดแผลที่ถูกดาบฟันกว่า 20 บาดแผล เขาถูกตัดหัวและตรึงไว้หน้าเรือด้วยตะปู ร่างถูกโยนทะเล มีเรื่องเล่ากันว่าร่างไร้หัวของเขายังว่ายวนรอบ ๆ เรือหลายรอบก่อนที่จะจมทะเลในที่สุด

ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=433943


READ MORE


......
หลายครั้งในชีวิตของเรา การงาน การเงิน สังคม
และชีวิตครอบครัว ทำให้เราต้องคิดหนัก
ใช้สมองและความคิดในเรื่องต่างๆมากมายหลายเรื่อง
บางครั้งก็ทำให้คนเราเครียดหรือเหนื่อยล้าไปได้เหมือนกัน
.....
ไม่เป็นไรครับ เหนื่อยนัก เครียดนักก็พักกันเสียก่อน
มาหาอะไรกิน มาหาอะไรบำรุงร่างกาย บำรุงสมองกันดีกว่าเนอะครับ
อาหารบำรุงสมองนั้นมีมากมาย บางคนก็ชอบซุปไก่
รังนก หรือโสม สมุนไพรต่างๆ ก็ว่ากันไปครับ
อาหารแต่ละอย่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ
แตกต่างกันไป การกินอาหารที่หลากหลาย ย่อมได้ประโยชน์
เพียงแต่ต้องกินให้พอดี ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป
กินให้ถูกส่วน ก็เท่านั้นเองเนอะครับ….
.....
อาหารบำรุงสมอง
...
.....
ปลา เป็นอาหารบำรุงสมองยอดฮิต
ที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกๆเลยครับ
เพราะในปลาจะมีกรดไขมัน โอเมก้า 3
ช่วยสร้างและดูแลผนังเซลส์ประสาทในสมอง
ให้แข็งแรง ไม่เสื่อมตามวัยเร็วเกินไป นั่นเอง
(กรดไขมัน DHA ที่อยู่ในกรดไขมันโอเมก้า3
มีความสำคัญต่อการพัฒนาและบำรุงเซลส์สมองมาก
เพราะเป็นกรดไขมันโซ่ยาวแบบเดียวกัน
กับที่พบในเยื่อเซลส์สมองของเรา)
ปลากระพง ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาทู
เป็นปลาที่มีโอเมก้า ในปริมาณสูงครับ
.....
.....
สาหร่ายทะเล มีโอเมก้า สูงเช่นกัน
จัดว่าเป็นอาหารบำรุงสมองอย่างหนึ่งที่สำคัญ
และยังช่วยให้เส้นผมดกดำได้อีกด้วยครับ
.....
.....
กระเทียม สุดยอดพืชมหัศจรรย์จริงๆครับ
กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเทโรนิน
มากขึ้น ช่วยทำให้เราอารมณ์ดี ลดความเครียด
ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลส์ประสาท ช่วยให้ความจำดี
.....
....
ถั่วเหลือง เป็นอาหารบำรุงร่างกายที่ยอดเยี่ยม
มีคุณประโยชน์หลากหลายจริงๆครับ
สำหรับสมองนั้น ถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน
ที่ช่วยให้เซลส์ประสาทของเราแข็งแรง ช่วยเรื่องความจำ
.....
...
กล้วยหอม ถือเป็นผลไม้คลายความเครียดชั้นดีครับ
กล้วยหอมช่วยกระตุ้นสารเซโรโทนินให้กับสมอง
และยังช่วยบำรุงร่างกายและเพิ่มพลังให้กับร่างกายเราด้วย
....
.....
สตรอเบอรี่สีแดง มีสารแอนโทไซอะนิน
จัดเป็นแอนติออกซิเดนท์ที่ทรงพลัง ช่วยดูแลเซลส์สมอง
....
....
ผักปวยเล้ง มีกรดโฟลิกสสูงมาก ช่วยให้อารมณ์ดี หลับง่าย
ป้องกันโรคซึมเศร้า ประสาทหลอนและความจำเสื่อม
.....
นี้แหละครับคืออาหารที่หาได้ง่ายๆตามบ้านเรา ซึ่งจะช่วยบำรุงสมองของคุณได้มากเลยทีเดียว เมื่อสมองดี ก็จะทำให้สุขภาพดี และอารมณ์ดีครับ ขอให้สนุกกับการบำรุงสมองนะครับ

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
และข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือกินต้านโรค โดยทวีทอง หงษ์วิวัฒน์

READ MORE

วาตานาเบะ กับผมทรง Mohawk ที่สูงที่สุดในโลก

Posted by dddasd On วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


นาย วาตานาเบะ กับผมทรง Mohawk ที่สูงที่สุดในโลก

นาย วาตานาเบะใช้ความพยายามนานกว่า 15 ปี ในการเลี้ยงผมให้ยาว แล้วก็ต้องใช้ช่างทำผมถึง 3 คนมาช่วยในการจัดแต่งอีกกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เป็นทรง Mohawk ความสูง 118 เซนติเมตร หล่อ เท่ห์ ถูกใจใค
รหลายคน แต่อ่ะ! เขาไม่ได้ทำผมทรงนี้บ่อยๆ นะ เขาเก็บไว้ทำให้โอกาสพิเศษเท่านั้นแหล่ะ

โดย ผมทรง Mohawk ของนายวาตานะเบะ นั้น ได้รับการยอมรับจาก Guinness World Rerords และถูกบันทึกเป็นสถิติโลกของกินเนสบุ๊คว่าเป็นผมทรง Mohawk ที่สูงที่สุดในโลก

ที่มา : http://www.marumura.com/
READ MORE

พระธาตุอินทร์แขวน มหัศจรรย์แห่งภูพา
พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขาพวงลวง เหนือระดับน้ำทะเล 3,615 ฟุต

ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อ
นหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็น1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต

พุทธตำนานเล่าว่า ฤๅษีติสสะ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้า ที่ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้งมาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ แต่ฤๅษีติสสะกลับซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลย ถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขาร จึงตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้าย “ศีรษะของเขา” ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยแสวงหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้มหาสมุทร และนำมาวางไว้บนภูเขาหิน


READ MORE

มีดอรัญญิก สุดยอดมีด


"มีดอรัญญิก" ถือเป็นมีดที่มีคุณภาพสูง ตัวมีดผลิตจากเหล็กที่มีความเนียวทนทาน มีความคมเป็นเลิศ ใช้งานได้ดีเยี่ยม อีกทั้งด้ามถือก็ทำมาจากไม้เนื้อแข็งเช่น ไม้มะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ซึ่งมีลายไม้สวยงามตามธรรมชาติ

"มีดอรัญญิก" ไม่ได้ผลิ
ตโดยชาวบ้านหมู่บ้านอรัญญิก แต่เป็นฝีมือในการผลิตของชาวบ้านหมูบ้านต้นโพธิ์และ หมู่บ้านไผ่หนอง ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอายุธยา เนื่องจากในอดีตชาวบ้านต้นโพธิ์และไผ่หนองได้นำมีดไปจำหน่ายที่หมู่บ้านอรัญญิก ซึ่งเป็นแหล่งค้าใหญ่ในเขตอำเภอท่าเรือ ผู้ซื้อมีดไปใช้จึงเรียกกันติดปากว่า "มีดอรัญญิก"
READ MORE

จัดอันดับ 10 แบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

Posted by dddasd On วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

จัดอันดับ 10 แบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก (ประจำปี พ.ศ. 2554)...

...1. บริษัทโคคา-โคลา ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำดำสัญชาติสหรัฐ ยังคงครองแชมป์แบรนด์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดของโลก มีมูลค่าทางการตลาด 71.861 พันล้านดอลลาร์ จากเมื่อปี 2553
 ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาด 70.452 พันล้านดอลลาร์

2. บริษัทไอบีเอ็ม ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และให้บริการด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ รายใหญ่ของโลก และธุรกิจการให้บริการ มีมูลค่าทางการตลาด 69.905 พันล้านดอลลาร์

3. บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำโลก มีมูลค่าทางการตลาด 59.087 พันล้านดอลลาร์

4. บริษัทกูเกิ้ล บริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ต มีมูลค่าทางการตลาด 55.317 พันล้านดอลลาร์

5. บริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริกส์ (จีอี) ดำเนินธุรกิจครบวงจร มีมูลค่าทางการตลาด 42.808 พันล้านดอลลาร์

6. แมคโดนัลด์ บริษัทเครือข่ายร้านอาหารจานด่วน มีมูลค่าทางการตลาด 35.593 พันล้านดอลาร์

7. บริษัทอินเทล บริษัทด้านอิเล็กทรอนิคส์ชั้นนำ มีมูลค่าทางการตลาด 35.217 พันล้านดอลลาร์

8. บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทด้านการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าทางการตลาด 33.492 พันล้าน

9. ดิสนีย์ บริษัทสื่อบันเทิง มีมูลค่าทางการตลาด 29.018 พันล้านดอลลาร์

10. บริษัทเอชพี บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ มีมูลค่าทางการตลาด 28.479 พันล้านดอลลาร์

ส่วนบริษัทในเอเชียที่อันดับดีที่สุดคือ บริษัทโตโยต้า ค่ายรถยนต์ชั้นนำสัญชาติญี่ปุ่น รั้งอันดับ 11 มีมูลค่าทางการตลาด 27.764 พันล้านดอลลาร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก interbrand.com
READ MORE

ประวัติ step job สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะของโลก

 "หิมะที่ขาวโผนนั้น  ไม่ว่ามันจะดำเปรอะเปื้อนสักเท่าไหร่  แต่พอปัดดินทิ้งไป หิมะย่อมขาวดังหิมะเช่นเดิม" คำพูดนี้เหมาะกับ
Steve Jobs สุดยอด CEO ของศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างยิ่ง  หากเอ่ยถึงชื่อนี้  ในสังคมชาว IT คงไม่มีใครไม่รู้จัก  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ประวัติ  ที่ไปที่มาของชายคนนี้
           Steve Jobs  เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีประวัติน่าสนใจ  รวมไปถึงวิธีการทำงาน  การใช้ชีวิต  และที่สำคัญ  แนวคิดต่างๆของเขาที่ทำให้  คนประทับใจมานักต่อนัก
          ในปี 1995 Steve Jobs ได้เกิดมาจากแม่ที่ยังอยู่ในวัยของความคะนองที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร  แถมยังไม่ได้ต้องการที่จะรับผิดชอบเขาในเวลานั้น  โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าต่อไปเด็กคนนี้จะกลายเป็นตำนานบทหนึ่งของวงการเทคโนโลยี  Steve Jobs  เติบโตมากับพ่อแม่บุญธรรมที่ขายแรงงานเพื่อเลี้ยงดูแลเขา    เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  เขาลาออกจากมหาลัยหลังเข้าเรียนไปได้เพียง  6 เดือน  เพราะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่า  การเรียนมหาลัยจะช่วยอะไรในชีวิตเขาได้ 
          ซึ่งการที่ตัดสินใจครั้งนี้ก็ทำให้เขาลำบากอยู่ไม่น้อย  เขาต้องอาศัยนอนในห้องเพื่อน  และเก็บกระป๋องไปแลกเงินเพื่อซื้ออาหาร  เขารักษาสภาพการเรียนไว้ด้วยการที่เข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจในเวลา 18 เดือน  เขาได้เลือกเรียนวิชา  ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) โดยที่   ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อะไรได้ในอนาคต
          แต่ 10 ปีหลังจากนั้น  เขากับเพื่อนได้คิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์  Mac ได้สำเร็จ  เป็นเครื่องแรกของโลก  และก่อตั้งบริษัท Apple ขึ้น  ในโรงรถ ในวัยเพียง  20 ปี
          แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น  ต่อจากนั้นอีก 10 ปี  Apple กลายเป็นเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีพนักงานมากมาย แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh   ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Steve Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ  หลังจากที่เขาทะเลาะกับผู้บริหารที่เขาจ้างมาด้วยตัวเอง  ชื่อ จอห์น สกัลลีย์ [John Sculley]  และกรรมการบริหารทั้งหมดเลือกที่จะเข้าข้างผู้บริหารที่ชื่อ จอห์น สกัลลีย์!!!
           นับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น  ชีวิตเขาก็เหมือนกับทุกอย่างมันพังทลายลงมา เขาหมดอะไรตายอยากถึง 5 ปี เต็ม  ในระหว่างนั้น Apple ก็ทรุดลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะผ่านผ้บริหารไปหลายคนก็ตาม
แน่นอน! หิมะขาวยังไงย่อมขาวอยู่วันยันค่ำ  เขาตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่ง     เขาเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Next และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์  เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก  ต่อมาบริษัท Apple ก็มาซื้อ  Next ของเขา
Steve Jobs จึงได้กลับไปยังบริษัทเก่าที่เขาได้ก่อตั้งขึ้นมา  เขาได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่คิดค้นขึ้นภายในบริษัท Next เพื่อฟื้นฟูให้กับ Apple ที่ทรุดลงไปให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
          และเมื่อเขามีอายุ 34 ปีแพทย์พบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งในตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้  ในขณะที่เขากำลังจะเตรียมตัวตายอย่างช้าๆ คณะแพทย์ได้ค้นพบวิธีรักษามะเร็งตับอ่อน  ชนิดที่พบได้ยากอย่างเขา ด้วยวิธีผ่าตัด และเขาได้เข้าการรักษาและหายขาดในเวลาต่อมา นั่นเป็นอีกครั้งในชีวิตที่เขาเฉียดเข้าไปใกล้ความตาย
และมีข้อคิดดีดีแก่ผู้อื่นอีกหนึ่งข้อนั่นคือ  "ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางใหม่แก่สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต"
          สตีฟ จ๊อบ ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วๆไป ที่เกิดมาแบบไม่ได้พร้อมไปทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีก็คือ ความใฝ่ฝัน และ ความเชื่อมั่นในตัวเอง    เขามีวิธีในการทำงานร่วมกับคนฉลาดเพื่อทำความฝันของเขาให้เป็นจริง หนึ่งสิ่งที่ต้องทำให้ได้ก็คือ   เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตัวเองก็เกิดมาเพื่อจะประสบความสำเร็จ  แล้วหลังที่เราเชื่อเราก็จะพัฒนาตัวเองตามความเชื่อนั้น  และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จ  นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากชายคนนี้ สตีฟ Steve Jobs


READ MORE


          ฟอร์บส์ จัดอันดับ 400 มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ เผย บิล เกตส์ ยังครองแชมป์ - มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ร่วงไกลจากอันดับ 14 มาอยู่ที่ 36

          เมื่อวันที่ 19 กันยายน นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับ 400 มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2012 (พ.ศ. 2555) ผลปรากฏว่า อันดับ 1 - 5 ยังคงเป็นมหาเศรษฐีหน้าเดิมเหมือนปีที่แล้ว โดยมี บิล เกตส์ ครองแชมป์ผู้ร่ำรวยสุดในสหรัฐฯ เป็นปีที่ 19 ติดต่อกัน
และสำหรับ 10 อันดับรายชื่อมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2012 มีดังนี้

 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 1 ได้แก่ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ทรัพย์สินรวม 66,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,046,000 ล้านบาท) หลังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7,000 ล้านดอลลาร์
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 2 ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าของบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธะแวย์ ทรัพย์สินรวม 46,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,426,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 3 ได้แก่ แลร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ออราเคิล คอร์ป ทรัพย์สินรวม 41,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,271,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 4 - 5 ได้แก่ คือ สองพี่น้อง ชาร์ล และเดวิด โค้ช เจ้าของบริษัท โค้ช อินดัสทรีส์ ทรัพย์สินรวม 31,000 ล้านดอลลาร์เท่ากัน (ประมาณ 930,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

           อันดับที่ 6 - 9 ได้แก่ พี่น้องตระกูลวอลตัน เจ้าของห้างวอลมาร์ท

          - คริสตี วอลตันและครอบครัว ทรัพย์สินรวม 27,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 837,000 ล้านบาท)
          - จิม วอลตัน ทรัพย์สินรวม 26,800 ล้านดอลลาร์ (804,000 ล้านบาท)
          - อลิซ วอลตัน ทรัพย์สินรวม 26,300 ล้านดอลลาร์ (789,000 ล้านบาท)
          - เอส.ร็อบสัน วอลตัน ทรัพย์สินรวม 26,100 ล้านดอลลาร์ (783,000 ล้านบาท)
 

           อันดับ 10 ได้แก่ ไมเคิล บรูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ทรัพย์สินรวม 25,000 ล้านดอลลาร์ (750,000 ล้านบาท)
 
บิล เกตส์ ยังแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ - ซัคเกอร์เบิร์ก ร่วง

          ขณะที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เฟซบุ๊ก สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนไม่น้อย หลังจากที่พบว่าเขาร่วงจากอันดับ 14 เมื่อปีที่แล้วมาอยู่ที่ 36 เนื่องจากรายได้รวมลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เหลืออยู่ 9,400 ล้านดอลลาร์ (282,000 ล้านบาท)

          ทั้งนี้ ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า มหาเศรษฐีชาวอเมริกันทั้ง 400 อันดับ มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 1 ใน 8 ของขนาดตัวเลขเศรษฐกิจรวมของสหรัฐฯ
READ MORE



เหล้าลูกหนู คืออะไร ? มี ถิ่นกำเนิดจากจีน เป็นเหล้าองุ่นที่แสนธรรมดานิยมดื่มทั้งในเกาหลีและจีน โดยมีเครื่องผสมสุดพิเศษคือลูกหนู ลูกหนูสดๆ ตามความเชื่อของเกาหลีถือว่ามันเป็น"ยาบำรุงสุขภาพ" วิธีทำก็ง่ายๆ ก็เอาลูกหนูที่ตาปิด ตัวสีแดงชมพู น่ารัก 
ที่ถูกพรากไปจากอ้อมกอดของแม่หนูทั้งหลาย และนำมาใส่เข้าไปในเหล้าองุ่นขาว 1 ขวด (ในขณะมันยังชีวิตอยู่) จำนวนที่ใส่ก็แล้วแต่ยี่ห้อหรือแล้วแต่เจ้า และนำมาหมัก จา
กนั้นก็นำมาดื่มหรือนำมาปรุงก็ตามใจคุณเถิด แหวะๆ

แค่นี้ซอฟๆ มีชวนแหวะมากกว่านี้อีก
ชาบู เสื่อมสุดๆ แหวะๆ =[]=;
อยากดูอาหารแปลกๆอีกก็บอกนะ วันนี้แอดมินขยัน (ป่าวหรอก ทำชดเชยวันที่ผ่านมาที่ไม่ได้โพสกับวันข้างหน้าที่อาจไม่ได้โพส ;[]; ) เดี๋ยวจะนำมาให้อ้อกกัน -__-;
(เทศกาลแปลกๆยังทำไม่จบเบย =w=)


ขอบคุณ postjung.com
READ MORE

เครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

Posted by dddasd On วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น

Antonov An-225 Mriya, เป็นเครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตโดยประเทศโซเวียต บินคร้้งแรกเมื่อ 21 ธันวาคม 1988 

เครื่องบินดังกล่าวมี 32 ล้อ มีความกว้างปีก 88 เมตร สามารถบรรทุกนำหนักได้ถึง 250,000 กิโลกรัม ความเร็วสูงสุด 850 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้งยังสามารถบรรทุก สเปซ ชัตเทิล (Space Shuttle) ไว้บนหลังเครื่องบินได้ด้วย

READ MORE

มาฟื้นฟูสมอง เพิ่มความฉลาดทางปัญญากันหน่อย

Posted by dddasd On วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555 0 ความคิดเห็น


แม้ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นในแต่ละปี  พลังสมองก็จะค่อยๆเสื่อมลงเป็นธรรมดา
                แต่จริงๆ  แล้วถ้าเราบริหารสมอง  มันก็เป็นการฟื้นฟูประสิทธิภาพของสมองให้คงฟิตเปรี๊ยะอยู่เสมอ
                ถ้ามีการกระตุ้นสมองเป็นประจำ  ในสมองของเรานั้นก็จะเพิ่มการเชื่อมต่อขึ้นอีกนับล้านๆ จุด  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าสมองจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
                ในส่วนของสติปัญญาของคนเรานั้น  สามารถจะพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วย  เพราะความสามารถของสมองก็คือตัวบ่งชี้สติปัญญาของแต่ละบุคคลนั่นเอง
                ทักษะหลักๆ  3  ประการของสมองก็คือความสามารถในการจำ  การเรียนรู้  และการใช้ความคิดสร้างสรรค์
                ถ้าบุคคลใดสามารถมีความจำที่ดี  สามารถเรียนรู้ได้ดีและเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้วย  อย่างนี้ก็ถิอว่าเป็นคนที่มีสติปัญญาชาญฉลาดด้วย  เพราะมันสมองของเขามี
                แต่ที่ว่า ดี”  ในทักษะหลักๆ  3 ประการนั้น  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความสามารถของสมองเรามีมากน้อยขนาดไหน  มาดูละเอียดทักษะทั้ง  สาม  ประการเถอะ
1. ความสามารถในการจำ
สมองของเรามีวิธีจำอยู่ 2 ระดับ  คือการจำระยะสั่นและระยะยาว
ความจำระยะสั้นคือ  ความจำในเรื่องพื้นฐานประจำวัน  เช่นต้องจำได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันนี้  หรือหมายเลขรหัส ATM ของส่วนตัวความจำระยะยาวคือความจำที่ไม่ไช่แค่ตั้งใจจะท่องจำก็สามารถจำได้  แต่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน  เพราะความจำระยะบาวจะเป็นเรื่องต่างๆ  ที่มีขีดจำกัด
2. ความสามารถในการเรียนรู้
ถ้าคน 2 คนได้เรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน  แต่คนที่มีศักยภาพทางสมองดีกว่า  ก็จะสามารถนำความรู้นั้นไปวิเคราะห์หรือนำไปเป็นข้ออ้างอิงใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้  มิใช่แค่รู้ไว้อย่างเดียวแต่ไม่มีทางจัดการกับความรู้นั้นๆ  ให้เหมาะสมแต่ละโอกาสด้วย
3. ความคิดเชิงริเริ่มสร้างสรรค์
ยังมีคนอีกไม่น้อยที่คิดว่าความคิดความคิดในเชิงสร้างสรรค์    เป็นเรื่องของพรสวรรค์  แต่ความเป้นจริงแล้วสิ่งที่เราสามารถพัฒนาและสรรค์ให้เกิดขึ้นได้  เราพะว่าทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในความคิดอะไรแลกๆ ใหม่ๆ  อยู่แล้ว  แต่ว่าบางคนไม่ได้ดึงมาใช้จึงไม่มีความมันใจในตัวเองว่าจะมีความคิดในเชิงนี้หรือไม่
READ MORE